พระรูปแม่พระไม้และพระกุมารที่เมืองวอลซิงแฮม (Walsingham) ประเทศอังกฤษ ทำขึ้นในศตวรรษที่ 19 สมเด็จพระสันตะปาปาทรงถวายมงกุฎแด่พระรูปแม่พระนี้ในปี 1954 โอกาสการประกาศข้อความเชื่อเรื่องการรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ทั้งกายและวิญญาณของพระนางมารีย์ 
มีการแห่แม่พระตามประเพณีที่ประดับด้วยดอกไม้สัญลักษณ์เกี่ยวกับแม่พระ และมีอัครสังฆราชแห่งเวสต์มินสเตอร์เป็นผู้นำขบวนแห่

ดอกไม้ต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในงานคริสตศิลป์ นอกจากมีความงามและใช้ประดับได้อย่างกลมกลืนแล้ว ยังต้องมีความหมายเป็นการเฉพาะอีกด้วย ภาพวาดและพรมที่ใช้แขวนประดับผนังในสมัยกลางและในยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ มักมีการใช้ภาพดอกไม้เสริมความหมายของผลงานให้เด่นยิ่งขึ้น บางครั้งก็ใช้ภาพดอกไม้สื่อความหมายที่ต้องการเป็นพื้นหลัง  ในกรณีของภาพวาดก็อาจเสริมด้วยภาพช่อดอกไม้ในแจกัน หรือไม่ก็เป็นภาพแม่พระหรือบุคคลอื่นถือดอกไม้อยู่   บ่อยครั้งอาภรณ์ที่สวมใส่ของบุคคลในภาพเป็นดอกไม้ ปักดิ้นเป็นลวดลายที่ละเอียดอ่อน และบางครั้งกรอบนอกปกหนังสือที่เขียนด้วยมือ ก็เป็นภาพดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของหนังสือเล่มนั้น ความสำคัญของดอกไม้ที่ใช้ในงานศิลปะเหล่านี้ มีต้นกำเนิดจากงานที่ทำขึ้น เพื่อตกแต่งวัดหรือคฤหาสน์ส่วนบุคคล  (ปัจจุบันงานศิลปะเหล่านี้ ส่วนใหญ่เก็บรักษาไว้ตามพิพิธภัณฑ์)

ช่อดอกไม้หรือพวงมาลัยที่ใช้ถวายเกียรติแด่พระนางมารีย์ สื่อความหมายถึงคุณธรรมของพระนางมารีย์ เช่น
ดอกลิลลี่ (Lily) สีขาว ส่งกลิ่นหอม เป็นสัญลักษณ์ถึงความบริสุทธิ์ ความสุภาพถ่อมตน ความนบนอบด้วยความรัก ที่พระนางมารีย์ทรงมีต่อพระประสงค์ของพระ
ดอกกลาดิโอลัส (Gladiolus ภาษาลาติน หมายถึงดาบ) เพราะมีใบเป็นรูปดาบ ซึ่งหมายถึง “ความทุกข์ที่ทิ่มแทงดวงหทัย”  และยังหมายถึง การเป็นมรณสักขี โดยเฉพาะดอกกลาดิโอลัสสีแดง
ดอกไอริส (Iris) มีสีน้ำเงินเข้ม เป็นสัญลักษณ์ของความสัตย์ซื่อของพระนางมารีย์  ส่วนกลีบดอกมีลักษณะเหมือนคมดาบ หมายถึงความทุกข์ที่ “แทงดวงหทัยของพระนาง”   ดอกไอริสก็คือดอกลิลลี่ (fleur-de-lis) ของฝรั่งเศส
ดอก “ลมหายใจของทารก” (Baby’s Breath) เป็นสัญลักษณ์ของความไร้เดียงสา และความซื่อ และยังหมายถึงลมปราณและอำนาจของพระจิตเจ้าด้วย
ดอกไวโอเล็ต (Violets) บอบบาง มีสีสันสวยงาม กลิ่นหอม และมีใบเป็นรูปหัวใจ หมายถึงความมั่นคง ความสุภาพถ่อมตน และความบริสุทธิ์ของแม่พระ
ดอกดาวเรือง (marigold) ดอกไม้นี้เคยใช้เป็นสีย้อมขนแกะให้เป็นสีทองคำ ชื่อดอกไม้เป็นการถวายพระเกียรติแด่แม่พระ (Mary’s gold = ทองคำของพระนางมารีย์) เป็นสัญลักษณ์ของความเรียบง่ายและความเป็นแม่ศรีเรือน  บางครั้งดอกดาวเรืองยังหมายถึงความทุกข์ของพระนางมารีย์ ซึ่งอาจเป็นเพราะกลิ่นฉุน ที่ใช้เป็นน้ำมันระเหยในงานศพ
ดอกบลู โคลัมบาย (Blue Columbine : มาจากคำว่า Columba ภาษาลาติน หมายถึงนกเขา) มีกลีบดอกเรียงเป็นวงกลมเล็ก ๆ ด้านในคล้ายนกเขา เป็นสัญลักษณ์ของความวางใจ ละพบบ่อยในภาพวาดรูปแม่พระ
ดอกคาร์เนชั่น (Carnation) สีชมพูหรือสีแดงเป็นสัญลักษณ์ของความรักและชีวิต  ซึ่งเป็น “ความรักที่ยอมพลีพระชนมชีพ”  และคำว่า “Carnation” (การรับเอากาย) ยังหมายถึงการรับเอากายเป็นมนุษย์ของพระเยซูคริสตเจ้าด้วย
ดอกกุหลาบ (Rose) เป็น “ราชินีแห่งดอกไม้” และมักใช้เป็นสัญลักษณ์ของพระนางมารีย์ พระราชินีแห่งสวรรค์   เป็นสัญลักษณ์ของความรักที่สมบูรณ์แบบ เพราะมีสีสันสวยงาม  รูปทรงได้สัดส่วน และมีกลิ่นหอม นอกจากนั้น ยังมีหนามที่หมายถึงบทบาทของพระนางมารีย์ ซึ่งมีส่วนไถ่กู้มนุษยชาติ ในฐานะพระมารดาของพระผู้ไถ่ ผู้ทรงถูกสวมมงกุฎหนาม และทรงหลั่งพระโลหิตบนกางเขน เพราะความรักต่อมนุษยชาติ  ดอกกุหลาบที่มีต้นเป็นพุ่มหนาม ยังหมายถึงพระนางมารีย์ผู้ทรงเป็น “กุหลาบทิพย์”  มีเพียงพระนางมารีย์เท่านั้นจากเผ่าพันธุ์มนุษย์ ที่ปฏิสนธิโดยปราศจากบาป  นอกจากนี้ยังใช้เปรียบเทียบกับพุ่มไม้หนามที่ลุกเป็นไฟ ขณะที่พระเจ้าตรัสกับโมเสส ทั้งนี้เพราะพระนางมารีย์ ผู้ปฏิสนธินิรมล ทรงเป็นสื่อที่พระเจ้าทรงใช้ เมื่อรับสภาพเป็นมนุษย์ที่เรียกกันว่า “พระวจนาตถ์ทรงรับเอากาย”

สายประคำ (The Rosary) เป็นคำที่มาจากคำว่ากุหลาบ (rose)  นักบุญหลุยส์ เดอ มงฟอร์ต (1673-1716) เขียนในหนังสือ “ความลับแห่งสายประคำ” กล่าวถึงสัญลักษณ์ดอกกุหลาบขาวว่าหมายถึงความบริสุทธิ์ ความเรียบง่าย และการอุทิศตน และกล่าวถึงดอกกุหลาบแดงว่า หมายถึงพระโลหิตอันประเสริฐของพระเยซูคริสตเจ้า ท่านนักบุญอ้างถึงหนังสือปรีชาญาณบทที่ 2 ข้อ 8 ซึ่งกล่าวถึงคนบาปที่ปล่อยตั วและ “ให้เก็บดอกกุหลาบตูมเสีย ขณะที่ยังมีโอกาส”  ท่านยังได้กล่าวถึงต้นกุหลาบ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์กุหลาบทิพย์ของพระเยซูเจ้าและพระนางมารีย์  โดยเปรียบดอกกุหลาบตูมกับเม็ดของลูกประคำ และสนับสนุนให้สวดสายประคำ ซึ่งเป็น “การทำมาลัยกุหลาบถวายแด่พระเยซูเจ้าและพระนางมารีย์”

อัศจรรย์หลายครั้งที่เกี่ยวกับแม่พระ มักมีดอกกุหลาบเป็นองค์ประกอบสำคัญ เช่น อัศจรรย์ที่เกิดกับนักบุญเอลิซาเบธแห่งฮังการี ซึ่งซ่อนอาหารไว้ในผ้ากันเปื้อน ขณะกำลังนำไปให้คนยากจน และถูกสามีจับได้ แต่เมื่อเปิดผ้ากันเปื้อนออก กลับพบแต่ดอกกุหลาบอีกเรื่องหนึ่งเกิดกับนายฮวน ดีเอโก ชาวนาเม็กซิกันที่ได้รับการประจักษ์ของแม่พระแห่งกัวดาลูป (ใกล้บริเวณที่ปัจจุบันเป็นอาสนวิหารนครเม็กซิโก) ก็พบว่าในเสื้อคลุมของเขาเต็มไปด้วยดอกกุหลาบ ซึ่งเป็นอัศจรรย์ที่เขาใช้ยืนยันต่อพระสงฆ์ว่า เขาได้รับการประจักษ์จากแม่พระจริง  และอัศจรรย์อีกเรื่องที่เกิดขึ้นจากนักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซู ก็เป็นเรื่องของดอกกุหลาบ เมื่อเธอสัญญาว่าจะส่งกุหลาบจากสวรรค์ มาให้ผู้ที่สวดภาวนาด้วยความร้อนรน และหลังจากมรณกรรมของเธอ คริสตังหลายคนก็ได้รับกุหลาบเป็นของกำนัลอย่างลึกลับตามที่เธอได้สัญญาไว้

รูปแม่พระและพระรูปดวงหทัยนิรมลของพระนางมารีย์ที่แพร่หลายในศตวรรษที่ 20 เป็นภาพของแม่พระที่มีดวงหทัยล้อมรอบด้วยกุหลาบสีชมพู (สีชมพูเกิดจากการผสมกันของสีขาวบริสุทธิ์กับสีแดงแห่งความรักและการเสียสละ)

ภาพดวงหทัยนิรมลของพระนางมารีย์มักจะอยู่คู่กับภาพพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซู คริสตเจ้า ซึ่งแสดงถึงพระหฤทัยที่มีพระโลหิตไหลอยู่ ล้อมรอบด้วยมงกุฎ แม้ว่าภาพเหล่านี้ดูเป็นการแสดงออกทางอารมณ์ที่ผิดธรรมชาติ แต่ก็เป็นการเปรียบเทียบถึงความรักของพระเจ้าที่ทรงมีต่อมนุษย์  พระหฤทัยเป็นส่วนที่อยู่ลึกที่สุดของพระธรรมชาติพระบุตร ผู้ทรงรับทรมานและสิ้นพระชนม์เพราะรักเรา

นอกจากนี้ ในระยะหลัง ยังมีการใช้ดอกกุหลาบตูมสีแดงเป็นสัญลักษณ์พิเศษ หมายถึงการรณรงค์ของคาทอลิก เพื่อต่อต้านการทำแท้งด้วย